‘หุ้นกลุ่มกลาโหม’ สหรัฐร่วงหนักหลังทรัมป์เน้นสันติภาพแทนสงคราม

2025-03-05 | ข่าวสารการลงทุน , ทรัมป์ , บทความวิเคราะห์ตลาดรายสัปดาห์ , หุ้นกลุ่มกลาโหม , หุ้นยุโรป , หุ้นสหรัฐ

หุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ หรือเรียกกันอีกชื่อว่า “หุ้นกลุ่มกลาโหม” ของสหรัฐกำลังได้รับผลกระทบ นักลงทุนต่างจับตามองอย่างใกล้ชิด หลังจากทรัมป์ประกาศยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานาน  

ช่วงเวลาที่ผ่านมา หลายบริษัทที่เกี่ยวกับด้านการป้องกันประเทศอยู่ในช่วงขาขึ้นจากความขัดแย้งทั่วโลก แต่ตอนนี้เมื่อทรัมป์หันมาให้คำมั่นว่าจะลดการแทรกแซงทางทหาร ทำให้สถานการณ์ในตลาดตอนนี้เปลี่ยนไปยังไงบ้าง? มาอ่านต่อกัน 

อุตสาหกรรมป้องกันประเทศได้รับผลประโยชน์จากสงครามและความขัดแย้งมาโดยตลอด การใช้จ่ายทางทหารถูกใช้ไปกับเชื้อเพลิง อาวุธ และการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ เมื่อมีส 

ครามเกิดขึ้น มูลค่าหุ้นก็เพิ่มขึ้นตาม แต่ในทางกลับกัน เมื่อมีการเจรจาเพื่อสันติภาพ ทำให้มูลค่าลดลง  

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้ ทรัมป์ต้องการที่จะลดบทบาททางทหารและหันมาให้ความสำคัญกับการเจรจาทางการทูตแทน ส่งผลให้นักลงทุนเกิดความวิตกกังวลและเทขายหุ้นของอุตสาหกรรมนี้  

ทรัมป์ประกาศชัดเจนว่าไม่มีสงครามที่ไม่มีวันจบสิ้นน หรือ No more endless wars นั่นหมายความว่าสหรัฐจะถอนกำลังทหารออกจากจุดต่างๆทั่วโลก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ  

  • ถอนกำลังทหารออกจากตะวันออกกลางและยุโรป  
  • ลดงบประมาณทางทหารและให้ความสำคัญกับนโยบายในประเทศ  
  • ลดการแทรกแซงคสามขัดแย้งระหว่างประเทศ  

สำหรับบริษัทด้านการป้องกันประเทศอาจตกอยู่ที่นั่งลำบาก เพราะการทำสัญญากับรัฐบาลอาจลดลง การซื้อขายอาวุธระหว่างประเทศอาจชะลอตัวลง ทำให้นักลงทุนมองเห็นถึงความเสี่ยงและทะยอยขายหุ้นออกไป  

เริ่มจากวิเคราะห์ผลประกอบการของหุ้นป้องกันประเทศของสหรัฐ จะเห็นว่ากำลังอยู่ในจุดขาลง  

หุ้นกลาโหมสหรัฐ NOC

ตลอดเดือนที่ผ่านมา: 

หุ้น ผลประกอบการ 
Lockheed Martin (LMT)                -11.74% 
Northrop Grumman: (NOC)                -10.84% 
General Dynamics (GD)                -9.49% 
AXON Enterprise (AXON)                -15.53 

แต่ในขณะที่หุ้นยุโรปกลับพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว  

หุ้นกลาโหมยุโรป RHM
หุ้น ผลประกอบการ 
Rheinmetall (RHM.DE)                +32.70 
Thales (FR)               +23.11 
BAE Systems (GB)                +8.24 
Airbus (EU)                +1.5 

การดิ่งลงของหุ้นกลุ่มนี้อาจเกี่ยวข้องกับข่าวที่ว่า กระทรวงกลาโหมของสหรัฐกำลังเตรียมตัดงบประมาณก่อนการตรวจสอบความโปร่งใสของงบประมาณกลาโหม จาก DOGE (Department of Government Efficiency) ที่นำโดยอีลอน มักส์  

แต่ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่มนี้ดันเป็นกลุ่มที่นักลงทุนให้ความสนใจเนื่องจากผลประกอบการเป็นไปในทิศทางขาขึ้น และคาดว่าการใช้จ่ายทางทหารของยุโรปจะเพิ่มมากขึ้น เพื่อชดเชยบทบาทของรัฐบาลสหรัฐที่ลดลง  

ทรัมป์มีแผนลดงบประมาณของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน) 8% ต่อปี เป็นเวลา 5 ปี  

ถือว่าเป็นงบประมาณที่มีมูลค่าสูงถึง 50,000 ล้านดอลลาร์ โดยงบประมาณส่วนนี้จะถูกย้ายไปใช้กับความมั่นคงชายแดนและเทคโนโลยีโดรนแทน ซึ่งส่งผลกระทบต่อตลาดและเป็นที่มาของหุ้นป้องกันประเทศร่วงหนัก   

ตัวอย่างบริษัทมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมกลาโหมอย่าง Palantir Technologies เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่เชี่ยวชาญด้าน AI และ Big Data Analytics ที่ให้บริการแก่หน่วยข่าวกรอง กองทัพและภาคอื่นๆ ซึ่งหลังจากที่มีการประกาศข่าวเรื่องงบประมาณออกมา ส่งผลให้หุ้น Palantir Technologies ลดลงถึง 10%  

โรเบิร์ต ซาเลสเซส รองปลัดกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า การตัดงบประมาณนี้จะช่วยปรับปรุงค่าใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าบริษัทผู้รับเหมาที่เกี่ยวข้อง อาจได้รับผลประทบในแง่ของการเสียหายรายได้มหาศาล  

ทรัมป์ต้องการหยุดสงครามในยูเครนและหันมาสนับสนุนให้มีการเจรจาแบบสันติภาพ แต่ทาง Zelensky ผู้นำยูเครนกลับไม่เห็นด้วย และต้องการสู้ต่อ  

ทางด้านสหภาพยุโรป (EU) ก็ไม่เห็นด้วยจากการที่มีการยุติสงครามที่รวดเร็วเกินไป และยังมองว่ารัสเซียยังคงเป็นภัยคุกคามระยะยาว  

สถานการณ์เหล่านี้ทำให้นักลงทุนหันมาลงทุนในยุโรปมากขึ้น โดยเฉพาะหุ้นกลาโหม เพราะมีความเชื่อว่าทางยุโรปเองก็ต้องให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายทางทหารมากขึ้น เพื่อป้องกันตัวเองจากการถูกภัยคุกคาม ส่งผลให้บริษัทเยอรมัน ฝรั่งเศษ และอังกฤษได้รับผลประโยชน์จากเรื่องนี้  

นโยบาย “American First” ของทรัมป์กำลังสร้างความสั่นสะเทือนให้กับพันธมิตรทั่วโลก สหรัฐถอนตัว ทำให้ NATO วิตกกังวลว่าพวกเขาจะสามารถพึ่งพาสหรัฐด้านการปกป้องประเทศได้อยู่ไหม หลายประเทศก็ชักจะเริ่มไม่แน่ใจ  

ความไม่แน่นอนในพันธมิตร NATO ทำให้ประเทศต่างๆในยุโรปเริ่มจัดซื้ออาวุธ รถถัง และเครื่องบินรบมากขึ้น ซึ่งนี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้หุ้นยุโรปดีดขึ้นสวนทางกับหุ้นกลาโหมของสหรัฐ  

งบกลาโหมสหรัฐ แตะจุดต่ำสุดในประวัติศาสตร์

ว่านี่อาจจะไม่ได้เป็นจุดจบของหุ้นกลุ่มนี้ แต่เป็นเพียงแต่สถานการณ์ที่ไม่แน่นอนเท่านั้น  

เรื่องนี้มองได้ 2 แง่ ถ้าหากทรัมป์ยังคงเดินหน้ามุ่งเน้นสันติภาพ หุ้นกลาโหมก็ยังคงซบเซา แต่ถ้าหากความขัดแย้งกลับขึ้นมาอีกครั้ง ก็อาจทำให้หุ้นกลุ่มนี้ฟื้นตัวขึ้นมา  

ซึ่งไม่ต่างกับนักวิเคราะห์ที่ก็มองเป็นหลากหลายมุมมอง บางฝ่ายอาจมองว่านี่คือโอกาสในการเข้าซื้อ บางฝ่ายเตือนว่าอุตสาหกรรมอาจกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่  

สิ่งที่น่าเก็บไปคิด :  

งบประมาณกลาโหมในปี 2025 จะมีแนวโน้มลดหรือไม่?  

ความตึงเครียดทางภูมิศาสตร์ หากเกิดความขัดแย้งขึ้นอีก หุ้นก็มีแนวโน้มกลับมา  

รายงานผลประกอบการ บริษัทอาจต้องปรับคาดการณ์รายได้  

คิดว่าไม่จำเป็นต้องกังวลมากเท่าไหร่ เพราะถึงแม้จะมีการปรับเปลี่ยนงลประมาณ แต่อุตสาหกรรมกลาโหมจะยังคงมีความสำคัญระยะยาว สหรัฐยังคงพึ่งพากำลังทางทหาร แต่แค่รูปแบบการใช้เงินอาจเปลี่ยนไป  

บริษัทอาจเปลี่ยนไปเน้นเทคโนโลยีมากขึ้น เช่น Cybersecurity ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีอื่นๆ แทนการผลิตอาวุธแบบเดิม 

นักลงทุนอาจลองพิจารณาปรับกลยุทธ์การลงทุนเพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาของกลาโหม แต่ก็ต้องถามตัวเองว่าคุณพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงหรือไม่?  

ติดตามบทวิเคราะห์อื่นๆของเราที่นี่  

วิเคราะห์ตลาดเชิงลึกIconBrandElement

article-thumbnail

2025-11-28 | วิเคราะห์ตลาดเชิงลึก

มาถึงก่อนกำหนด: หุ้นกลุ่ม AI ลดราคาก่อนใคร 

ตลาดไม่รอให้ถึงวัน Black Friday ในปีนี้ หุ้นกลุ่ม AI เปิดฤดูกาลลดราคาของตัวเองล่วงหน้า และจังหวะครั้งนี้สะท้อนชัดว่า มุมมองนักลงทุน กำลังเคลื่อนไปในทิศทางไหน  หลังจากกระแสความร้อนแรงติดต่อกันหลายเดือน ในที่สุดนักเทรดก็เริ่มเบรก ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับท่าทีของเฟด ข้อมูลแรงงานที่เริ่มอ่อนแรง และความเชื่อมั่นที่ลดลงต่อโอกาสการลดดอกเบี้ยระยะสั้น ล้วนเป็นแรงกดดันที่ทำให้ตลาดปรับฐานอย่างรวดเร็ว  สรุปง่ายๆ คือ หุ้นเด่นแห่งปี 2025 เริ่มย่อตัวจริงจัง และรอบนี้ไม่ได้เกี่ยวกับผลประกอบการเลย แต่เกิดจากอารมณ์ของตลาดและแรงกดดันด้านมหภาคเป็นหลัก  เรามาแยกดูให้ชัดว่าอะไรเป็นตัวกระตุ้นการปรับลงครั้งนี้ และทำไมมันจึงสำคัญต่อหุ้นกลุ่ม AI ก่อนเข้าสู่เดือนธันวาคม  อย่างไร ฤดูกาล Black Friday และข้อมูลเศรษฐกิจมหภาค กดดันหุ้นกลุ่ม AI  ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนต่าง ใส่ราคา คาดการณ์ว่าธนาคารกลางจะลดดอกเบี้ยเชิงรุก จากนั้นเรื่องก็เปลี่ยนไปทันที  รายงานการจ้างงานเดือนกันยายนออกมาดีกว่าที่คาดไว้ ทำให้ตลาดต้องกลับมาคิดใหม่ว่าเฟดพร้อมจะผ่อนนโยบายเร็วแค่ไหน โดยปกติแล้ว แรงงานแข็งแกร่งมักเป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจ แต่ครั้งนี้กลับส่งสัญญาณไม่ดีต่อหุ้นเติบโตสูง  หุ้นกลุ่ม AI มักทำผลงานได้ดีในช่วงดอกเบี้ยต่ำ เพราะมูลค่ากำไรในอนาคตจะเพิ่มสูงขึ้น แต่เมื่อความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยเริ่มจางลง หุ้นเติบโตก็เสียแรงหนุนสำคัญทันที การเปลี่ยนทิศแบบนี้ปรากฏให้เห็นชัดในภาคเทคโนโลยี เมื่อบรรดานักเทรดเริ่มปิดสถานะที่มองโลกในแง่ดีเกินไป  นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่าการย่อตัวครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนปัญหาพื้นฐานของหุ้นกลุ่ม AI แต่เป็นผลจากสภาพเศรษฐกิจมหภาคที่เปลี่ยนไปช่วงสั้นๆ ซึ่งกดดันกลุ่มหุ้นเติบโตสูงในวงกว้าง  ผลกระทบของการขาดข้อมูลเศรษฐกิจต่อความผันผวนของหุ้นกลุ่ม AI  ตอนนี้เรามีเพียงรายงานการจ้างงานเดือนกันยายนเท่านั้น ข้อมูลเดือนตุลาคมยังไม่ออก ข้อมูลเดือนพฤศจิกายนก็ยังไม่ออก และเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดกำลังจะมาถึงในเดือนธันวาคม เมื่อเฟดประกาศการตัดสินใจอัตราดอกเบี้ยครั้งถัดไป  สถานการณ์แบบนี้ทำให้นักลงทุนตัดสินใจได้ยากขึ้นมาก  เมื่อไม่มีตัวเลขการจ้างงานล่าสุด ไม่มีสัญญาณเงินเฟ้อ และไม่มีถ้อยแถลงชัดเจนจากเฟด นักเทรดจึงไม่อาจไล่ซื้อหุ้นกลุ่ม AI ที่ราคาพุ่งสูงได้อย่างมั่นใจ ช่วงรอคอยนี้ยิ่งเพิ่มความตึงเครียดให้ตลาด และความผันผวนก็สูงขึ้นตามธรรมชาติเมื่อความมั่นใจเริ่มลดลง  กลุ่มหุ้น AI จึงกลายเป็นเหยื่อรายแรกของความลังเลนี้  เหตุใดหุ้นกลุ่ม AI จึงปรับฐาน หลังจากพุ่งแรงมาหลายเดือน  ก่อนเกิดการย่อตัวรอบนี้ หุ้นกลุ่ม AI รายใหญ่หลายตัวพุ่งขึ้นแรงตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงกลางเดือนตุลาคม Nvidia, AMD, Broadcom, Microsoft และระบบนิเวศโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ทั้งหมด ซื้อขายกันที่ระดับมูลค่าที่สูงมาก  นักลงทุนไม่ได้ทิ้งธีม AI พวกเขาเพียงแค่ทำกำไรบางส่วนออกมาเท่านั้น  การรีเซ็ตตัวรอบนี้ไม่ได้ทำให้เทรนด์ AI หายไป มันเพียงดึงราคาให้กลับลงมาอยู่ในระดับที่นักเทรดรู้สึกสบายใจกว่าในช่วงที่ภาพเศรษฐกิจมหภาคยังไม่ชัดเจน  ลองคิดซะว่าตลาดกำลัง ผ่อนลมหายใจ หลังจากกลั้นมาหลายเดือน  หากต้องการอ่านเจาะลึกว่าทำไมหุ้นกลุ่ม AI ถึงเหวี่ยงแรงในแต่ละรอบของกระแสความคาดหวัง คุณสามารถอ่านบทวิเคราะห์ก่อนหน้าของเราได้ที่: เราถาม ChatGPT ว่า: กระแส AI ครั้งนี้คือฟองสบู่ Dot Com ยุคใหม่หรือไม่?  ผลกระทบของความไม่แน่นอนจากเฟดต่อหุ้นกลุ่ม AI  นี่คือเหตุผลจริงที่อยู่เบื้องหลังความผันผวน ตลาดยังไม่รู้ว่าการลดดอกเบี้ยครั้งแรกจะเกิดขึ้นเมื่อใด   ความไม่ชัดเจนนี้ทำให้นักลงทุนเข้าสู่โหมด ตั้งรับ เมื่อดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงนานขึ้น หุ้นเติบโตสูงจะสูญเสียแรงส่ง เพราะกำไรในอนาคตถูกคิดลดมูลค่ามากขึ้น  กลุ่มหุ้น AI มักตอบสนองต่อความคาดหวังเรื่องดอกเบี้ยเร็วกว่าแทบทุกกลุ่ม ดังนั้นเมื่อความเชื่อมั่นเปลี่ยน หุ้นกลุ่มนี้จึงมักเป็นกลุ่มแรกที่โดนผลกระทบหนักที่สุด  จนกว่าเฟดจะส่งสัญญาณที่ชัดเจนขึ้นในเดือนธันวาคม ความไม่แน่นอนนี้ยังคงมีผลต่อการกำหนดราคาในตลาด  ชาร์ตสำคัญที่ต้องจับตา: หุ้นผู้นำด้าน AI ยังมีโครงสร้างขาขึ้น  แม้จะมีการปรับฐานในช่วงที่ผ่านมา แต่หุ้นกลุ่ม AI ชั้นนำหลายตัวยังคงแสดงโครงสร้างขาขึ้นที่ชัดเจนบนกราฟ การย่อตัวรอบนี้สะท้อนทั้งอารมณ์ตลาดและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาค มากกว่าจะเป็นสัญญาณว่าระยะยาวเริ่มเสียแนวโน้ม ต่อไปนี้คือสามหุ้นสำคัญที่แสดงภาพนี้ได้อย่างชัดเจน  Nvidia (NVDA)  Nvidia ยังคงรักษาโครงสร้างขาขึ้นที่แข็งแรง โดยมีแนวรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การปรับฐานรอบล่าสุดเพียงแค่ดันราคาให้เข้าใกล้โซนที่ผู้ซื้อปกป้องไว้เสมอ โครงสร้างภาพรวมยังดูดีและไม่มีสัญญาณว่ากำลังหมดแรงขึ้น  Broadcom (AVGO)  ชาร์ตของ Broadcom แสดงให้เห็นว่าราคายังยืนเหนือโซนรับสำคัญและใกล้ระดับสูงก่อนหน้า การเคลื่อนไหวของราคาในช่วงหลังยังคงรักษาโครงสร้างขาขึ้นในภาพใหญ่ไว้ได้ โมเมนตัมก็ยังแข็งแรง AVGO แสดงโมเมนตัมสม่ำเสมอจากความต้องการด้าน AI networking และการย่อตัวรอบนี้ก็ไม่ละเมิดระดับโครงสร้างใดๆ แนวโน้มยังอยู่ครบและสะท้อนถึงความสนใจของสถาบันที่ยังต่อเนื่อง   Tesla (TSLA)  Tesla มักเคลื่อนไหวผันผวนกว่าหุ้นกลุ่ม AI ตัวอื่น แต่โครงสร้างภาพกว้างยังถือว่าดูดี TSLA ยังคงทำจุดต่ำใหม่ที่สูงขึ้น และรักษาโซนรับสำคัญที่ดึงดูดผู้ซื้อมาโดยตลอดไว้ได้   สามชาร์ตนี้บอกเราชัดเจนอย่างหนึ่ง เรื่องราวไม่ได้เปลี่ยนไป แนวโน้มยังไม่เสีย เพียงแต่อารมณ์ตลาดเริ่มเย็นลงจนกว่าเราจะได้ความชัดเจนจากข้อมูลเศรษฐกิจที่จะออกมา และการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยของเฟดในเดือนธันวาคม  หุ้นกลุ่ม AI ร่วงเพราะปัจจัยมหภาค ไม่ใช่พื้นฐาน  […]

article-thumbnail

2025-11-20 | วิเคราะห์ตลาดเชิงลึก

บิตคอยน์กำลังเข้าสู่ตลาดหมีแล้วหรือยัง?

หลังจากพุ่งขึ้นมากกว่า 70% ตั้งแต่เดือนเมษายน คริปโตเบอร์หนึ่งของโลกก็ได้ปรับตัวลงมาแล้วประมาณ 26% จากจุดสูงสุด ทำให้หลายคนเริ่มพูดถึงความเป็นไปได้ของคริปโตแครช และการเกิดตลาดหมีรอบใหม่  แต่คำถามที่สำคัญจริงๆ คือ ตอนนี้บิตคอยน์เข้าตลาดหมีแล้วจริงหรือเปล่า หรือเป็นเพียงการย่อตัวกลางรอบตามวัฏจักรเท่านั้น  อาจจะยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าเป็นตลาดหมี ทั้งปัจจัยมหภาค จังหวะของวัฏจักร และประวัติของบิตคอยน์เอง ต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า นี่อาจเป็นเพียงการรีเซ็ตภายในรอบขาขึ้นใหญ่ของคริปโตเท่านั้น  เราอยู่ในตลาดกระทิงหรือหมี  โดยทั่วไปแล้ว หากจะบอกว่าเข้าสู่ตลาดหมี ราคาต้องร่วงลงมากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ไม่ใช่ 26 เปอร์เซ็นต์ และสำหรับคริปโต การย่อตัวในช่วง 20 ถึง 35 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าเป็นเรื่องปกติ แม้ในช่วงขาขึ้นแรงๆ  ในความเป็นจริงแล้ว  แล้วตอนนี้เราอยู่ตรงไหน  การลงมาประมาณ 26 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าอยู่ในช่วงล่างของการปรับฐานปกติ ไม่ใช่การเสียโครงสร้างสำคัญ คำถามว่า “บิตคอยน์จะขึ้นต่อไหม” จึงขึ้นอยู่กับภาวะการย่อตัวรอบนี้ และสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้มากกว่า  ในตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณใดบ่งบอกว่าเป็นตลาดหมีแบบยืนยัน โครงสร้างภาพใหญ่ยังคงแข็งแรงอยู่  ภาพมหภาคของบิตคอยน์ยังชี้ว่ามีโอกาสขึ้นต่อ  ลองมองภาพใหญ่ในเชิงมหภาค  • มีแนวโน้มว่าดอกเบี้ยจะถูกปรับลดลงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า  ซึ่งโดยทั่วไป การลดดอกเบี้ยมักกระตุ้นสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงคริปโตด้วย  • ตอนนี้เริ่มมีการพูดถึงสภาพคล่องแบบคล้าย QE หากเศรษฐกิจเริ่มอ่อนแรง   สภาพคล่องที่มากขึ้นถือว่าเป็นสภาพแวดล้อมที่ดีต่อบิตคอยน์และตลาดหุ้น  • ผลตอบแทนแท้จริงที่ลดลงก็มักจะส่งผลดีต่อบิตคอยน์เช่นกัน  บิตคอยน์มักเคลื่อนไหวคล้ายสินทรัพย์ที่มีเบต้าสูง เมื่ออัตราผลตอบแทนลดลง ความสนใจจากนักลงทุนจะเพิ่มขึ้น  เมื่อรวมสิ่งเหล่านี้เข้ากับกระแสเงินไหลเข้าจาก ETF และดีมานด์ของสถาบัน ภาพรวมของวัฏจักรจึงยังคงเอียงไปในทาง ขาขึ้น ไม่ใช่ขาลง  นี่คือเหตุผลที่นักลงทุนระยะยาวหลายคนเชื่อว่า เรายังอยู่เพียงช่วงต้นของรอบขยายตัวรอบนี้เท่านั้น  อะไรทำให้บิตคอยน์ร่วงลง?  ปัจจัยจริงที่ตรวจสอบได้มีดังนี้:  1. การทำกำไรหลังจากขึ้นมา 70%  กองทุนรายใหญ่ล็อกกำไรบางส่วน ไม่ใช่สัญญาณขาลง แค่พฤติกรรมตลาดปกติ  2. การหมุนเงินของ ETF (กระแสเงินเข้า BlackRock และ Fidelity ชะลอตัวชั่วคราว)  กระแสเงินเข้า ETF ไม่ได้พลิกเป็นไหลออก แค่ชะลอลงไม่กี่สัปดาห์หลังจากมีเงินไหลเข้ารอบใหญ่การพักตัวนี้เพียงพอที่จะเปิดช่องให้ฝั่งขายคุมเกมระยะสั้นได้  สิ่งนี้สอดคล้องกับความสนใจที่เพิ่มขึ้นต่อ การคาดการณ์ BlackRock Bitcoin ETF ปี 2025 เพราะสถาบันอาจเพิ่มการสะสมเมื่อภาพเศรษฐกิจชัดขึ้น  3. แรงขายจากนักขุด  หลัง Halving นักขุดมักต้องขาย BTC มากขึ้นเพื่อเป็นค่าใช้จ่าย เป็นแรงขายเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เพราะมุมมองขาลง และตามสถิติจะกินเวลาประมาณ 2–3 เดือน  4. สภาพคล่องทั่วโลกตึงตัวชั่วคราว  ทอง หุ้น และคริปโต ต่างก็พักลงพร้อมกันเพราะสภาพคล่องโลกตึงตัวเล็กน้อย สถานการณ์แบบนี้ทำให้ตลาดเข้าสู่โหมด “หลีกเลี่ยงความเสี่ยง” ก่อนจะเกิดตัวเร่งเศรษฐกิจรอบใหม่   ทั้งสี่ปัจจัยรวมกันก่อให้เกิดเพียง ภาวะอุปทานล้นแบบชั่วคราว ไม่ใช่สัญญาณว่าตลาดบิตคอยน์กำลังแตกหรือเข้าสู่ขาลงระยะยาว  ความเสี่ยงจากการหมุนเงิน: ทองกำลังแย่งสภาพคล่องจากบิตคอยน์จริงไหม?  นี่คือมุมที่น้อยคนพูดถึง แต่คุณควรรู้ไว้  ตอนนี้ทองกำลังพุ่งแรง สภาพคล่องที่ไหลออกไปก่อนหน้านี้กำลังไหลกลับเข้าทองอีกครั้ง ขณะที่บิตคอยน์เริ่มเย็นลง  คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้น:  สภาพคล่องของบิตคอยน์กำลังหมุนเข้าสู่ทองหรือไม่?  ก็มีความเป็นไปได้  แบบชั่วคราว  ทองตอนนี้ใกล้ทำจุดสูงสุดตลอดกาล ส่วนบิตคอยน์ยังต่ำกว่าจุดสูงสุดของตัวเองอยู่ เมื่อความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น เงินบางส่วนมักจะไหลจากสินทรัพย์ผันผวน (BTC) ไปยังสินทรัพย์ที่ “ปลอดภัยกว่า” อย่างทอง  แต่สิ่งนี้ไม่ได้แปลว่ารอบขาขึ้นของบิตคอยน์จบแล้ว ตามประวัติศาสตร์ ทองและบิตคอยน์ผลัดกันเด่นขึ้นอยู่กับช่วงของวัฏจักรเศรษฐกิจ และสุดท้ายก็มักจะกลับมาขึ้นคู่กันเมื่อสภาพคล่องกลับมา  ตอนนี้ ทองกำลังพักกินสภาพคล่องจาก BTC แต่รอบวัฏจักรเปลี่ยนเร็วเสมอ  มุมมองทางเทคนิค: บิตคอยน์ไม่ได้พัง  มาดูกราฟกันก่อน  บิตคอยน์ยังคงยืนอยู่เหนือ จุดต่ำระยะยาวที่ยกตัวสูงขึ้น โครงสร้างราคาโดยรวมยังไม่เสีย เพียงแค่เป็นช่วงพักฐาน ไม่ใช่ภาวะล่มสลายของแนวโน้ม  และนี่คือจุดสำคัญที่หลายคนลืมไป:  เหตุการณ์ย่อตัวแบบเดียวกันนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในเดือนมีนาคม 2025  จากความกังวลเรื่องภาษีนำเข้า ราคาบิตคอยน์เคยร่วงลงมากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งลึกกว่าการปรับฐานรอบนี้ที่ราว 26 เปอร์เซ็นต์ที่เราเห็นในตอนนี้  แต่ถึงอย่างนั้น  หลังจากการร่วงครั้งนั้น บิตคอยน์กลับเข้าสู่ช่วงสะสมตัวใหม่ ความเชื่อมั่นในตลาดถูกรีเซ็ต และแนวโน้มขาขึ้นก็เดินหน้าต่อ  การเคลื่อนไหวในรอบปัจจุบันนี้มีลักษณะ คล้ายกันมาก  ประวัติศาสตร์อาจไม่เกิดซ้ำแบบเดิมทุกจุด แต่ก็มักจะ คล้องจองกัน เสมอ  […]

article-thumbnail

2025-11-13 | วิเคราะห์ตลาดเชิงลึก

ทำไมตลาดอาจพุ่งแรง เมื่อสหรัฐฯ ยุติภาวะชัตดาวน์ 

ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดการเงินทั่วโลกแทบไม่มีแรงขับเคลื่อน ภาวะชัตดาวน์ของรัฐบาลสหรัฐฯ ทำให้ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญหลายรายการถูกระงับ รวมถึงรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร ที่นักลงทุนรอคอย ตอนนี้ โอกาสในการเปิดทำการของหน่วยงานรัฐอีกครั้งเพิ่มสูงขึ้น เทรดเดอร์ทั่วโลกจึงกำลังจับตา “การปล่อยข้อมูลครั้งใหญ่” ที่อาจเกิดขึ้นพร้อมกันหลายชุด ซึ่งอาจสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่ว ตั้งแต่ราคาทองคำไปจนถึงค่าเงินดอลลาร์ ไม่มีรายงาน NFP ไม่มีข้อมูล CPI ไม่มีแนวทางจากภาครัฐ มีเพียงความเงียบ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไม “ข้อมูลรอบถัดไป” อาจกลายเป็นการประกาศที่ดังที่สุดของปีนี้  นักลงทุน “ขาจร” ในทองคำ ถูกเทขายออกจากตลาดแล้ว  มาดูกราฟจาก BofA Global Research กัน:  อมูลเผยให้เห็นว่า มีการไหลออกจากกองทุนทองคำเป็นมูลค่ารวมกว่า 59 พันล้านดอลลาร์ ภายในระยะเวลาเพียง 4 เดือนที่ผ่านมา ในภาษาของนักเทรด ช่วงนี้คือเวลาที่ “นักลงทุนขาจร” หรือกลุ่มนักเก็งกำไรระยะสั้นที่ตื่นตระหนกทุกครั้งเมื่อราคาย่อตัว เริ่มทยอยออกจากตลาด  ในทางกลับกัน นี่มักเป็นช่วงเวลาที่นักลงทุนมืออาชีพเริ่มกลับเข้ามาซื้อสะสมอีกครั้ง และสิ่งที่อาจเกิดขึ้นตอนนี้คือ ราคาทองคำเริ่มทรงตัวและมีแนวโน้มขยับขึ้นอีกครั้ง เมื่อความคาดหวังต่อข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอกลับมาอยู่ในจุดสนใจของตลาด  ทำไมข้อมูลการจ้างงานที่อ่อนแอ อาจเป็นผลดีต่อทองคำและหุ้น  มาดูกันว่าตลาดกำลังคิดอะไรอยู่:  โดยสรุปแล้ว ข่าวร้ายอาจกลายเป็น “ข่าวดี” อีกครั้งสำหรับตลาด  เมื่อไหร่ข้อมูลที่ถูกเลื่อนจะถูกเผยแพร่?  เมื่อรัฐบาลกลับมาเปิดทำการ หน่วยงานกลางจะเร่งดำเนินการเพื่ออัปเดตข้อมูลที่ค้างไว้ มีข้อมูลเศรษฐกิจสะสมราว 6 สัปดาห์ ที่เตรียมจะถูกเปิดเผยออกมา  รายงานการจ้างงานเดือนกันยายน ซึ่งเดิมกำหนดเผยแพร่วันที่ 3 ตุลาคม คาดว่าจะออกมา ภายในไม่กี่วันหลังการเปิดหน่วยงานรัฐ ซึ่งจะเป็นข้อมูลแรกที่สะท้อนภาพตลาดแรงงานย้อนหลังถึงช่วงปลายฤดูร้อน  แต่ยังไม่จบแค่นั้น กระทรวงแรงงาน ยังคงล่าช้าในส่วนของข้อมูลการจ้างงานและเงินเฟ้อประจำเดือนตุลาคม ซึ่งหมายความว่ารายงาน NFP ถัดไปอาจเลื่อนออกไปอีกราว 2 สัปดาห์  ข้อมูลอื่นๆ เช่น อัตราว่างงานและดัชนีราคาผู้บริโภค ก็อาจล่าช้าเช่นกัน ซึ่งอาจทำให้ เฟดต้องประชุมวันที่ 10 ธันวาคม โดยไม่มีข้อมูลเงินเฟ้อใหม่ในมือ  สรุปคือ เมื่อวอชิงตันกลับมาเปิดทำการอย่างเป็นทางการ คาดว่าจะมี “พายุข้อมูลเศรษฐกิจชุดใหญ่” ปล่อยออกมาพร้อมกัน ซึ่งอาจสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อทั้งตลาดหุ้นและทองคำได้อย่างรุนแรง  ความกลัวสุดขีด คือสัญญาณตรงข้ามในตลาด  ตามดัชนี Fear & Greed Index ของ CNN ตลาดในตอนนี้อยู่ในโซน “Extreme Fear” โดยมีคะแนนเพียง 21 จาก 100  ในทางประวัติศาสตร์ ระดับความกลัวสุดขีดมักถูกมองว่าเป็น สัญญาณกลับตัวของตลาด เพราะมักเกิดขึ้นในช่วงที่แรงขายเริ่มหมดและนักลงทุนมืออาชีพเริ่มทยอยกลับเข้ามาซื้อสะสม อย่างที่ Warren Buffett เคยกล่าวไว้ว่า “จงกลัวเมื่อคนอื่นโลภ และจงโลภเมื่อคนอื่นกลัว”  ดังนั้น เมื่อบรรยากาศในตลาดอยู่ในภาวะสิ้นหวังแบบนี้ ตัวกระตุ้นทางบวกเพียงเล็กน้อย เช่น ข้อมูลการจ้างงานที่ดีขึ้นหรือสัญญาณผ่อนคลายจากเฟด ก็อาจจุดชนวนให้เกิด แรงดีดตัวของตลาดอย่างรุนแรง ได้ทันทีหลังสิ้นสุดช่วงที่ไม่มีข้อมูลรายงาน  ตลาดขาดข้อมูลมานานเกินไปแล้ว เมื่อไม่มีข้อมูล NFP ตลาดจึงต้องพึ่งพาเพียงการคาดเดา (speculation) นักลงทุนไม่สามารถประเมินสิ่งที่วัดไม่ได้ ทำให้ความผันผวนในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาถูกกดทับไว้ เมื่อช่วง “ความมืดของข้อมูล” สิ้นสุดลง ตลาดอาจเผชิญความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในหลายด้าน เช่น:  และเมื่อชุดข้อมูลแรงงานชุดแรกถูกเปิดเผย อัลกอริทึมเทรดอัตโนมัติอาจเป็นตัวจุดชนวนการเคลื่อนไหวระลอกใหม่ ก่อนที่ตลาดจะเข้าสู่จุดสมดุลอีกครั้ง  ทำไมรอบนี้อาจแรงกว่าที่คิด  เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเพียงแค่รายงาน NFP เดียวเท่านั้น แต่เกี่ยวกับ การสะสมสถานะในตลาดตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ที่กำลังจะถูกปลดปล่อยออกมาพร้อมกันในครั้งเดียว หากข้อมูลเศรษฐกิจของเดือนกันยายน ตุลาคม และพฤศจิกายน ถูกเปิดเผยในเวลาใกล้เคียงกัน นั่นหมายความว่านักเทรดจะได้เผชิญกับ “ความจริงของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในรอบสามเดือน” ภายในสัปดาห์เดียว  ซึ่งนี่แหละ คือคำจำกัดความของคำว่า ตัวกระตุ้นความผันผวน อย่างแท้จริง  ภาพรวมความเป็นไปได้ของตลาด  สถานการณ์  ผลลัพธ์จากรายงาน NFP  การเติบโตของการจ้างงานชะลอตัว  ยืนยันภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว  การเติบโตของการจ้างงานแข็งแกร่ง  ทำให้การลดดอกเบี้ยล่าช้าออกไป  ข้อมูลผสม  ทำให้แนวโน้มการตัดสินใจของเฟดยังไม่ชัดเจน  ไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์ใดขึ้น ปริมาณการซื้อขาย จะพุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน และสินทรัพย์ที่ถือว่าเป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย” อย่างทองคำและเงิน อาจกลับมาเป็นประเด็นใหญ่ในตลาดอีกครั้ง  ความเงียบก่อนพายุข้อมูลถาโถม  การไหลออกของเงินจากทองคำยังคงสูงสุด ตลาดหุ้นเต็มไปด้วยความกลัวสุดขีด และคลื่นข้อมูลเศรษฐกิจที่ถูกเลื่อนกำลังจะถูกเผยออกมาในเร็วๆ นี้  กราฟสะท้อนภาพได้ชัดเจน “นักลงทุนสายท่องเที่ยว” ได้ออกจากทองไปแล้ว แต่เงินทุนใหญ่เริ่มเข้ามาจับจังหวะสำหรับการรีบาวด์ เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังจะเผชิญข้อมูลที่ล่าช้า และเฟดเตรียมพร้อมเปลี่ยนนโยบายทันทีหากเห็นสัญญาณอ่อนแรง สัญญาณพร้อมแล้วสำหรับการเบรกเอาต์ของทองคำและตลาดหุ้น เมื่อวอชิงตันกลับมาเปิดทำการอีกครั้ง  ดังนั้น เตรียมตัวให้พร้อม เพราะเมื่อการปิดหน่วยงานสิ้นสุดลง พายุข้อมูลจะเริ่มต้น และตลาดจะไม่เงียบอีกต่อไป 

วิเคราะห์ตลาดเชิงลึกIconBrandElement