CPI สหรัฐฯ ตรงตามคาด ทำไมเฟดยังเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย

CPI สหรัฐฯ ตรงตามคาด ทำไมเฟดยังเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย

2026-09-22 | การขึ้นดอกเบี้ยของ Fed , ดัชนีราคาผู้ผลิตของสหรัฐ , ทองคำ , ธนาคารกลางสหรัฐ , อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ , เงินเฟ้อพื้นฐาน , เงินเฟ้อสหรัฐ , เงินเฟ้อสหรัฐ (CPI) , เจาะลึกตลาดประจำสัปดาห์

CPI สหรัฐฯ ออกมาตามคาด แต่ Fed ยังขึ้นดอกเบี้ย ดูว่า Core CPI PPI ราคาน้ำมัน และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เปลี่ยนมุมมองต่อเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ยอย่างไร

CPI สหรัฐฯ ออกมาตามคาด ขณะที่ Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ย
CPI สหรัฐฯ ออกมาตามคาด แต่เงินเฟ้อรายเดือนที่ยังลดลงยากและต้นทุนต้นทางที่เพิ่มขึ้น
ยังกดดันให้ Fed ขึ้นดอกเบี้ย

CPI สหรัฐทรงตัวที่ 3.4% ทำไม Fed ยังขึ้นดอกเบี้ย? 

เงินเฟ้อสหรัฐออกมาแทบตรงกับที่ตลาดคาดไว้ แต่ Fed ยังตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ย 

ตามรายงานดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐ (CPI) เดือนสิงหาคมจากสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ เงินเฟ้อทั่วไปทรงตัวที่ 3.4% เทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ชะลอลงสู่ 2.4% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเมื่อเทียบรายปีนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2021 

หากดูจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว รายงานเงินเฟ้อนี้แทบไม่ได้ดูเหมือนปัจจัยที่จะทำให้ Fed กลับมาใช้นโยบายการเงินเข้มงวดอีกครั้ง 

แต่ตลาดกลับให้ความสำคัญกับปัจจัยอื่น 

ดัชนีราคาผู้ผลิตของสหรัฐ (PPI) ที่ออกมาสูงกว่าคาดเป็นปัจจัยแรกที่ดันให้ตลาดเพิ่มคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนอย่างชัดเจน จากนั้นตัวเลข CPI ก็ผลักดันความเป็นไปได้นี้ให้เข้าใกล้ 90% 

และในวันที่ 16 กันยายน ตลาดก็ได้เห็นผลลัพธ์ตามที่ประเมินไว้ นั่นคือ ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ปรับขึ้นดอกเบี้ย 25 จุดพื้นฐาน สู่ระดับ 3.75%–4.00% ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 

CPI สหรัฐฯ ออกมาตามคาด ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานยังลดลงยากในเดือนสิงหาคม 2026
CPI ทั่วไปออกมาตามคาด แต่เงินเฟ้อพื้นฐานรายเดือนยังทำให้แรงกดดันเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ไม่หายไป

แล้วตลาดและ Fed เห็นอะไรเบื้องหลังตัวเลขเงินเฟ้อที่ดูเหมือนไม่รุนแรงเหล่านี้? 

คำตอบอยู่ในรายละเอียดที่ซ่อนอยู่ใต้ตัวเลขรายปี นั่นคือ ต้นทุนพลังงานฝั่งผู้ผลิตกำลังปรับขึ้นแรง เงินเฟ้อพื้นฐานรายเดือน เร่งขึ้นเป็น 0.3% และความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะลดลงช้ากว่าคาดเริ่มยากที่จะมองข้าม 

การขึ้นดอกเบี้ยเดือนกันยายนเกิดขึ้นไปแล้ว 

คำถามที่สำคัญกว่าคือ Fed จะหยุดแค่นั้นหรือไม่ 

Market Dive สัปดาห์นี้จะพาไปดูว่า ดัชนีราคาผู้ผลิตของสหรัฐ (PPI) และดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐ (CPI) กำลังบอกอะไรกับตลาดจริง ๆ ทำไม Fed จึงกลับมาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง และแนวโน้มนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นรอบใหม่นี้อาจส่งผลอย่างไรต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ทองคำและความเคลื่อนไหวสำคัญครั้งต่อไปของตลาด 

ดัชนีราคาผู้ผลิตสหรัฐ ชี้แรงกดดันเงินเฟ้อ(CPI) เริ่มเพิ่มขึ้นจากฝั่งต้นทุนการผลิต 

สัญญาณเตือนแรกมาจากดัชนีราคาผู้ผลิตของสหรัฐ(PPI) เดือนสิงหาคม 

รายงานดัชนีราคาผู้ผลิตจากสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ (BLS) ระบุว่า PPI ทั่วไปเพิ่มขึ้น 0.4% เทียบกับเดือนก่อนหน้า และ 5.4% เทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจนจากเดือนกรกฎาคม 

แรงกดดันส่วนใหญ่มาจากหมวดสินค้า 

PPI สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น หลังราคาพลังงานพุ่งในเดือนสิงหาคม 2026
ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นหนุนให้เงินเฟ้อฝั่งผู้ผลิตเร่งขึ้น และดันราคาผู้ผลิตของสหรัฐฯ ให้สูงขึ้น

ราคาสินค้าที่ผู้ผลิตขายออกไปเพิ่มขึ้น 1.1% เทียบกับเดือนก่อนหน้า ขณะที่ราคาพลังงานพุ่งขึ้นราว 4.2% โดยเฉพาะราคาดีเซลที่พุ่งขึ้นถึง 24.1% 

ส่วนภาคบริการเคลื่อนไหวต่างออกไป โดยเพิ่มขึ้นเพียง 0.1% ในเดือนเดียวกัน 

ความแตกต่างนี้สำคัญ เพราะสะท้อนว่าแรงกดดันเงินเฟ้อกำลังเริ่มจากฝั่งต้นทุนการผลิต ก่อนจะส่งต่อไปยังราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่าย 

ตอนนี้เงินเฟ้อฝั่งต้นทุนการผลิตร้อนแรงกว่าเงินเฟ้อฝั่งผู้บริโภค 

สัญญาณเดียวกันนี้ยังเห็นได้ตั้งแต่ช่วงต้นของห่วงโซ่อุปทาน โดยราคาสินค้าและบริการขั้นกลางในระยะแรกเพิ่มขึ้น 1.4% เทียบกับเดือนก่อนหน้า และ 11.3% เทียบกับปีก่อนหน้า 

อย่างไรก็ตาม ราคาผู้ผลิตที่สูงขึ้นไม่ได้หมายความว่าเงินเฟ้อผู้บริโภคจะต้องเพิ่มขึ้นแรงตามทันที 

บริษัทอาจรับต้นทุนบางส่วนไว้เองผ่านการลดกำไร และการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาผู้บริโภคอาจต้องใช้เวลา 

แต่สิ่งนี้เพิ่มความเสี่ยงว่า ต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น อาจค่อย ๆ ส่งผลต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง 

นี่คือประเด็นที่ตลาดให้ความสำคัญ 

ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ว่าดัชนีราคาผู้ผลิตของสหรัฐ (PPI) ขึ้นไปแตะ 5.4% แต่เป็นสัญญาณว่า แรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาพลังงานกำลังก่อตัวขึ้นอีกครั้งในฝั่งต้นทุนการผลิต ในช่วงที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) กำลังตัดสินใจว่าเงินเฟ้อชะลอลงมากพอที่จะคงดอกเบี้ยไว้หรือไม่ 

เงินเฟ้อ(CPI) สหรัฐโดยรวมยังดูไม่สูงมาก แต่เงินเฟ้อรายเดือนเพิ่มขึ้นเร็วขึ้น 

วันถัดมา ดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐ (CPI) เดือนสิงหาคมยิ่งทำให้ภาพเงินเฟ้อซับซ้อนขึ้น 

เงินเฟ้อทั่วไป เพิ่มขึ้น 0.4% เทียบกับเดือนก่อนหน้า เร่งขึ้นชัดเจนจาก 0.1% ในเดือนกรกฎาคม ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) เพิ่มขึ้น 0.3% แม้อัตรารายปีจะชะลอลงมาอยู่ที่ 2.4% 

พลังงานยังเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้น 

ตามข้อมูล CPI แบบละเอียดของสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ (BLS) ดัชนีพลังงานเพิ่มขึ้น 2.1% ในเดือนสิงหาคม ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 3.9% และมีส่วนมากกว่าหนึ่งในสามของการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อทั่วไปรายเดือน 

ราคาบริการหลายหมวดก็กลับมาปรับขึ้นเช่นกัน 

ค่าที่พักนอกบ้านเพิ่มขึ้นหลังจากลดลงแรงในเดือนกรกฎาคม ขณะที่ราคาตั๋วเครื่องบินและค่าบริการด้านการสื่อสารก็ปรับตัวสูงขึ้นด้วย 

แต่เงินเฟ้อไม่ได้แย่ลงในทุกหมวด 

ค่าประกันรถยนต์ลดลง 0.8% ราคาเครื่องแต่งกายไม่เปลี่ยนแปลง และสินค้าและบริการด้านความบันเทิงและการพักผ่อนทรงตัว ส่วนเงินเฟ้อด้านที่อยู่อาศัยยังผ่อนคลายกว่าช่วงแรกของวัฏจักรเงินเฟ้ออย่างมาก 

ดังนั้น CPI เดือนสิงหาคมไม่ได้หมายความว่าเงินเฟ้อกลับมาเร่งขึ้นทั่วทั้งเศรษฐกิจแบบฉับพลัน 

แต่เป็นภาพที่ ราคาพลังงานและบริการบางหมวดที่ผันผวนง่ายดันเงินเฟ้อรายเดือนให้สูงขึ้น ขณะที่องค์ประกอบสำคัญอื่น ๆ ยังชะลอตัวต่อเนื่อง 

นี่จึงอธิบายความขัดแย้งที่ตลาดเห็นได้ 

เงินเฟ้อพื้นฐานรายปีที่ 2.4% ดูค่อนข้างน่าพอใจ 

แต่เงินเฟ้อพื้นฐานรายเดือนที่ 0.3% ทำให้ตลาดยังไม่สบายใจนัก 

ทำไมเงินเฟ้อพื้นฐาน 0.3% ถึงเป็นตัวเลขที่ตลาดให้ความสำคัญ? 

ก่อนการประกาศดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐ (CPI) ตลาดจับตาเป็นพิเศษว่าเงินเฟ้อพื้นฐานรายเดือนจะออกมาที่ 0.2% หรือ 0.3% 

หากตัวเลขออกมาต่ำกว่า จะช่วยเพิ่มเหตุผลให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) รอดูสถานการณ์ต่อไปก่อน 

แต่ผลที่ออกมาคือเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) อยู่ที่ 0.3% 

ความต่างเพียงเล็กน้อยนี้สำคัญ เพราะ Fed เข้าสู่เดือนกันยายนพร้อมสัญญาณเศรษฐกิจที่สวนทางกัน 2 ด้าน 

ด้านหนึ่ง ตลาดแรงงานยังค่อนข้างแข็งแรง ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้น 162,000 ตำแหน่งอัตราว่างงานทรงตัวที่ 4.1% และตัวเลขเดือนก่อนหน้าถูกปรับเพิ่มขึ้น 

แต่อีกด้านหนึ่ง เงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมาย แรงกดดันจากราคาผู้ผลิตเพิ่มขึ้น และต้นทุนพลังงานกลายเป็นความเสี่ยงที่ใหญ่ขึ้นมาก 

ดังนั้น รายงาน CPI จึงช่วยเพิ่มน้ำหนักให้ฝั่งที่มองว่า Fed อาจต้องใช้นโยบายเข้มงวดมากขึ้น 

และสุดท้าย ตลาดก็มองทิศทาง Fed ได้ถูกต้อง เมื่อวันที่ 16 กันยายน ผู้กำหนดนโยบายปรับขึ้นกรอบเป้าหมายอัตราดอกเบี้ย Fed Funds 25 จุดพื้นฐาน สู่ระดับ 3.75%–4.00% โดยในแถลงการณ์ FOMC อย่างเป็นทางการ Fed ระบุว่าเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง และการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้จะช่วยให้เงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% ได้ทันเวลามากขึ้น 

ประเด็นสำคัญคือ 

ตลาดและ Fed ไม่ได้ดูแค่ตัวเลขเงินเฟ้อเทียบกับปีก่อนหน้าอีกต่อไป 

ทิศทางเงินเฟ้อในระยะสั้นก็สำคัญเช่นกัน 

เงินเฟ้อพื้นฐานรายปีที่ 2.4% สะท้อนว่าแนวโน้มเงินเฟ้อชะลอตัวในภาพรวมยังคงอยู่ 

แต่เงินเฟ้อพื้นฐานรายเดือนที่ 0.3% ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับแรงกดดันจากราคาพลังงานอีกระลอก ทำให้ Fed มองข้ามความเสี่ยงเงินเฟ้อระยะสั้นได้ยากขึ้น 

ตลาดคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยไว้แล้ว แต่ทิศทางหลังจากนี้ยังไม่ชัดเจน 

ก่อนที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะประกาศผลการประชุม ตลาดก็คาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ย 25 จุดพื้นฐาน ไว้มากแล้ว 

ตลาดคาดว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน ขณะที่โฟกัสเริ่มเปลี่ยนไปที่การตัดสินใจดอกเบี้ยครั้งถัดไป
ตลาดให้น้ำหนักสูงว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน แต่ยังเห็นไม่ตรงกันว่าหลังจากนั้นจะเป็นอย่างไรต่อ

นี่จึงช่วยอธิบายว่าทำไมการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ตลาดถูกเทขายต่อเนื่องเป็นวงกว้าง 

ตลาดหุ้นสหรัฐเผชิญแรงกดดันในช่วงแรก หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับสูงขึ้น แต่กลับมาฟื้นตัวในวันถัดมา เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรและราคาน้ำมันเริ่มอ่อนตัวลง 

ทองคำเคลื่อนไหวในลักษณะคล้ายกัน โดยลงไปทดสอบบริเวณ 4,300 ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนจะฟื้นตัวกลับมา 

ข้อสรุปไม่ใช่ว่าการขึ้นดอกเบี้ยกลายเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดทันที 

แต่คือ การขึ้นดอกเบี้ยที่ตลาดคาดไว้แล้ว มักสร้างแรงกระทบต่อตลาดได้น้อยกว่าการเปลี่ยนแปลงทิศทางดอกเบี้ยในอนาคตแบบไม่คาดคิด 

การตัดสินใจเดือนกันยายนจบลงไปแล้ว 

สิ่งที่สำคัญตอนนี้คือ การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นเพียงการปรับนโยบายครั้งเดียว หรือเป็นจุดเริ่มต้นของช่วงคุมเข้มนโยบายการเงินที่ยาวนานขึ้น 

ขึ้นดอกเบี้ยไปแล้วหนึ่งครั้ง แล้วจะมีตามมาอีกกี่ครั้ง? 

คาดการณ์ล่าสุดของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ชี้ว่าผู้กำหนดนโยบายอาจยังไม่จบรอบการขึ้นดอกเบี้ย 

สรุปคาดการณ์เศรษฐกิจเดือนกันยายน  ปรับเพิ่มค่ากลางของคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย Fed Funds ณ สิ้นปี 2026 เป็น 4.1% จาก 3.8% ในเดือนมิถุนายน 

เมื่อเทียบกับกรอบดอกเบี้ยปัจจุบันที่ 3.75%–4.00% ตัวเลขนี้ชี้ว่า Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยอีก 25 จุดพื้นฐานหนึ่งครั้งภายในสิ้นปี 

ดังนั้น ประเด็นที่ตลาดถกเถียงกันจึงเปลี่ยนไปแล้ว 

ก่อนเดือนกันยายน ตลาดตั้งคำถามว่า: 

Fed จะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่? 

แต่ตอนนี้ ตลาดกำลังถามว่า: 

Fed จะขึ้นดอกเบี้ยไปถึงระดับไหน? 

คาดการณ์ชุดเดียวกันประเมินว่า เงินเฟ้อ PCE ทั่วไปในปี 2026 จะอยู่ที่ 3.7% และเงินเฟ้อพื้นฐาน PCE (Core PCE) จะอยู่ที่ 3.4% ซึ่งสะท้อนว่าผู้กำหนดนโยบายยังคงกังวลว่าเงินเฟ้ออาจอยู่สูงกว่าเป้าหมายนานกว่าที่เคยคาดไว้ 

ในขณะเดียวกัน เศรษฐกิจสหรัฐไม่ได้แข็งแกร่งเท่ากันทุกด้าน 

Fed ยังต้องชั่งน้ำหนักระหว่างเงินเฟ้อที่ยังลดลงช้า กับความเสี่ยงที่การคุมเข้มนโยบายมากเกินไปอาจทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวแรงกว่าเดิม 

ความเสี่ยงที่ใหญ่กว่าในตอนนี้อาจอยู่ที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 

หลังการตัดสินใจเดือนกันยายนผ่านไปแล้ว เทรดเดอร์ควรให้ความสำคัญกับตลาดพันธบัตรมากขึ้น 

ตามข้อมูลอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรายวันอย่างเป็นทางการของกระทรวงการคลังสหรัฐ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี แตะ 5.01% ในวันที่ 16 กันยายน ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี อยู่ที่ 5.35% 

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ขยับเข้าใกล้ 5% ท่ามกลางการคาดการณ์ว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ย
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ขยับเข้าใกล้ 5% ขณะที่ตลาดให้น้ำหนักกับนโยบาย Fed ที่อาจเข้มงวดขึ้น และความเสี่ยงเงินเฟ้อที่ยังยืดเยื้อ

ระดับดังกล่าวมีความสำคัญ 

การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ส่งผลโดยตรงต่ออัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 

แต่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะยาวส่งผลต่อต้นทุนการกู้ยืมในระบบการเงินโดยรวม 

เมื่ออัตราผลตอบแทนสูงขึ้น ดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านจะสูงขึ้น ต้นทุนการรีไฟแนนซ์ของภาคธุรกิจจะเพิ่มขึ้น และอัตราคิดลดที่ใช้ประเมินมูลค่ากำไรในอนาคตก็สูงขึ้นตามไปด้วย 

ประเด็นนี้สำคัญเป็นพิเศษต่อหุ้นเติบโตที่มูลค่าขึ้นอยู่กับกำไรในอนาคตระยะยาว 

ดังนั้น แม้ตลาดจะรับมือกับการขึ้นดอกเบี้ยเดือนกันยายนได้แล้ว แต่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีที่ยืนใกล้หรือเหนือระดับ 5% ต่อเนื่อง อาจสร้างแรงกดดันต่อตลาดได้มากกว่า 

ตอนนี้ตลาดพันธบัตรอาจมีความสำคัญมากกว่าการขึ้นดอกเบี้ยครั้งล่าสุดเสียอีก 

ราคาน้ำมันยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อ CPI

พลังงานเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ดันดัชนีราคาผู้ผลิตของสหรัฐ (PPI) และดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐ (CPI) เดือนสิงหาคมอยู่แล้ว 

ราคาพลังงานเพิ่มขึ้น 2.1% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า เพิ่มแรงกดดันใหม่ให้กับ CPI สหรัฐฯ

หลังจากนั้น ราคาน้ำมันยังปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง 

ข้อมูลราคาน้ำมันดิบ Brent อย่างเป็นทางการจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐ (EIA) ระบุว่า ราคาน้ำมันดิบ Brent แตะ 130.80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในวันที่ 15 กันยายน หลังจากซื้อขายต่ำกว่า 90 ดอลลาร์สหรัฐในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 

แม้ราคาจะอ่อนตัวลงหลังจากนั้น แต่ขนาดของการปรับขึ้นแสดงให้เห็นว่าแนวโน้มเงินเฟ้อสามารถเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วเพียงใด 

หากราคาน้ำมันยังอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นเวลานาน ความเสี่ยงคือ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอาจเริ่มส่งผ่านไปยังค่าขนส่ง ต้นทุนการผลิต และความคาดหวังเงินเฟ้อในวงกว้างมากขึ้น 

นี่จึงเป็นโจทย์ยากสำหรับนโยบายการเงิน 

ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) สามารถชะลอความต้องการใช้จ่ายในเศรษฐกิจได้ 

แต่ Fed ไม่สามารถเพิ่มปริมาณน้ำมันในตลาดได้ 

นี่คือเหตุผลที่ราคาพลังงานอาจมีความสำคัญต่อแนวโน้มเงินเฟ้อมากกว่าตัวเลข CPI เพียงชุดเดียว 

เงินเฟ้อสหรัฐและนโยบาย Fed ส่งผลต่อทองคำอย่างไร? 

ตอนนี้ทองคำอยู่ระหว่างแรงกดดัน 2 ด้านที่ชัดเจน 

ด้านหนึ่ง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่สูงขึ้น และความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะเดินหน้าคุมเข้มนโยบายเพิ่มเติม ทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองคำเพิ่มขึ้น เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ดอกเบี้ย 

แต่อีกด้านหนึ่ง ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนด้านการคลัง และแรงซื้อทองคำจากธนาคารกลางทั่วโลก ยังคงเป็นปัจจัยที่ช่วยพยุงราคาทองคำ 

ข้อมูลล่าสุดจาก World Gold Council ระบุว่า ธนาคารกลางซื้อทองคำสุทธิ 23 ตันในเดือนกรกฎาคม ทำให้ยอดซื้อทองคำที่มีการรายงานตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ประมาณ 130 ตัน 

สำหรับเทรดเดอร์ สัญญาณที่ควรให้ความสำคัญมากขึ้นจึงอาจเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง ราคาทองคำกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 

หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังปรับขึ้นต่อ เพราะตลาดคาดว่า Fed อาจคุมเข้มนโยบายยาวนานขึ้น ทองคำอาจยังเผชิญแรงกดดัน 

แต่หากอัตราผลตอบแทนเริ่มทรงตัว ขณะที่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และความกังวลด้านการคลังยังอยู่ในระดับสูง ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยอาจกลับมาเป็นปัจจัยหนุนทองคำอีกครั้ง 

เทรดเดอร์ควรติดตามอะไรหลังรายงานเงินเฟ้อสหรัฐ? 

การขึ้นดอกเบี้ยเดือนกันยายนจบลงไปแล้ว ตอนนี้ตลาดจะโฟกัสสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ 

ติดตามสัญญาณจาก Fed 
คาดการณ์ล่าสุดชี้ว่า Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งภายในปีนี้ คำถามสำคัญคือ ผู้กำหนดนโยบายจะส่งสัญญาณย้ำทิศทางนี้มากแค่ไหน 

ติดตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีบริเวณ 5% 
หากอัตราผลตอบแทนยืนเหนือระดับนี้ได้ต่อเนื่อง อาจเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดหุ้นและสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยระยะยาว 

ติดตามราคาน้ำมัน 
ราคาพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องยังเป็นหนึ่งในความเสี่ยงด้านอุปทานที่สำคัญที่สุดต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐ 

ติดตามการตอบสนองของทองคำต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 
หากทองคำยังทรงตัวได้ แม้อัตราดอกเบี้ยและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอยู่ในระดับสูง อาจสะท้อนว่าความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยยังแข็งแกร่งกว่าความสัมพันธ์ปกติระหว่างทองคำกับดอกเบี้ย 

ติดตามเงินเยนและธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) 
กำหนดการอย่างเป็นทางการของธนาคารกลางญี่ปุ่นระบุว่า การประชุมนโยบายการเงินครั้งถัดไปจะจัดขึ้นในวันที่ 17–18 กันยายน หากอัตราดอกเบี้ยญี่ปุ่นปรับขึ้นหรือเงินเยนแข็งค่าขึ้น อาจกดดันกลยุทธ์ Carry Trade ที่ใช้เงินเยนเป็นแหล่งเงินทุน และอาจกลายเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้สภาพคล่องทั่วโลกตึงตัวมากขึ้น 

เงินเฟ้อสหรัฐเดือนสิงหาคมไม่ได้อยู่ในภาวะควบคุมไม่ได้ 

เงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) ออกมาตามคาด เงินเฟ้อพื้นฐานรายปี (Core CPI) ยังชะลอตัวลง และค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัยรวมถึงองค์ประกอบอื่น ๆ หลายส่วนยังคงลดแรงกดดันลง 

แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ตลาดให้ความสำคัญมากที่สุด 

ตลาดมองไปที่ เงินเฟ้อพื้นฐานรายเดือนที่ 0.3% ต้นทุนฝั่งผู้ผลิตที่เพิ่มขึ้น และแรงกดดันจากราคาพลังงานที่อาจทำให้เงินเฟ้อลดลงช้ากว่าที่คาด 

ปัจจัยเหล่านี้มากพอที่จะทำให้ Fed กลับมาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง 

ความไม่แน่นอนที่ใหญ่กว่าคือ หลังจากนี้ Fed จะต้องขึ้นดอกเบี้ยต่อไปอีกมากแค่ไหน และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะรับแรงกดดันนี้ได้หรือไม่ โดยไม่กระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและตลาดการเงินมากเกินไป 

 โดยทีมวิเคราะห์ D Prime 
บทวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาคและกลยุทธ์ตลาดโดยทีมวิเคราะห์ภายในของ D Prime 


บทวิเคราะห์ตลาดIconBrandElement

article-thumbnail

2026-09-22 | การเคลื่อนไหวของตลาด

CPI สหรัฐฯ ตรงตามคาด ทำไมเฟดยังเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย

เงินเฟ้อสหรัฐ (CPI) ออกมาตามคาด แต่ Fed ยังตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ย ดูว่าเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ดัชนีราคาผู้ผลิตของสหรัฐ (PPI) ราคาน้ำมัน และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ส่งผลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ยอย่างไร

article-thumbnail

2026-09-17 | Dxperts

ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐ(NFP) สูงเกินคาด ทำไมตลาดยังรอดูตัวเลข CPI 

ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ เดือนสิงหาคมออกมาดีกว่าคาด แต่ตลาดยังจับตา CPI เป็นหลัก ดูว่ารายงานจ้างงาน นโยบาย Fed และยีลด์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อาจส่งผลต่อทองคำอย่างไรล สัญญาณแรกมาจากสุนทรพจน์ของ Kevin Warsh ประธาน Fed ที่งาน Jackson Hole โดย Warsh เน้นว่าเงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของ Fed และมองว่าการส่งสัญญาณชี้นำทิศทางนโยบายล่วงหน้าควรมีบทบาทจำกัดมากขึ้น ทำให้ตลาดมีความชัดเจนน้อยลงเกี่ยวกับเส้นทางอัตราดอกเบี้ยในอนาคต  จากนั้นตลาดได้รับรายงานการจ้างงานสหรัฐที่แข็งแกร่งกว่าคาดอย่างมาก  ตามรายงานสถานการณ์การจ้างงานเดือนสิงหาคมของสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 162,000 ตำแหน่ง ขณะที่ตัวเลขเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมถูกปรับเพิ่มขึ้นรวม 55,000 ตำแหน่ง  อย่างไรก็ตาม ตลาดไม่ได้ปรับไปคาดการณ์ว่าการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนมีโอกาสเกิดขึ้นสูงอย่างชัดเจนในทันที  หลังรายงานการจ้างงานออกมา ข้อมูลจาก CME FedWatch สะท้อนว่าตลาดประเมินความน่าจะเป็นของการขึ้นดอกเบี้ย 25 จุดพื้นฐาน ในเดือนกันยายนไว้ที่ราว 58% ซึ่งยังต่ำกว่าจุดสูงสุดใกล้ 63% ที่เกิดขึ้นช่วง Jackson Hole  คำถามคือ ทำไมตัวเลขการจ้างงานที่ออกมาดีกว่าคาดในระดับนี้ ยังไม่มากพอที่จะทำให้ตลาดได้ข้อสรุปเรื่องทิศทาง Fed?  คำตอบคือ รายงานการจ้างงานแข็งแกร่งก็จริง แต่ยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะเปลี่ยนปัจจัยที่สำคัญที่สุดต่อทิศทางนโยบายการเงินในตอนนี้  ตลาดแรงงานยังดูแข็งแกร่ง แต่เงินเฟ้อคือประเด็นที่ตลาดกังวลมากกว่า  และความแตกต่างนี้อาจเป็นตัวกำหนดทิศทางถัดไปของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ดอลลาร์สหรัฐ และทองคำ  ตัวเลขจ้างงานสหรัฐออกมาดีกว่าคาด แต่ยังไม่พอเปลี่ยนภาพตลาดแรงงาน  ไม่ต้องสงสัยว่ารายงานการจ้างงานเดือนสิงหาคมออกมาดีกว่าคาด  ข้อมูลจาก BLS แสดงให้เห็นว่าตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 162,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราว่างงานทรงตัวที่ 4.1% และอัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานเพิ่มขึ้นจาก 61.4% เป็น 61.6%  ตัวเลขการจ้างงานเดือนมิถุนายนถูกปรับจาก +20,000 เป็น +31,000 ตำแหน่ง ขณะที่เดือนกรกฎาคมถูกปรับจากการลดลง 23,000 ตำแหน่ง เป็น เพิ่มขึ้น 21,000 ตำแหน่ง  การปรับทบทวนตัวเลขดังกล่าวช่วยลดความกังวลอย่างมากว่า ตลาดแรงงานสหรัฐอาจกำลังเข้าสู่ภาวะชะลอตัวรุนแรง  แต่หากมองลึกลงไปกว่าตัวเลขหลัก ภาพรวมยังค่อนข้างสมดุล  จากตำแหน่งงานใหม่ทั้งหมด 162,000 ตำแหน่ง มี 59,000 ตำแหน่งมาจากกลุ่มร้านอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยการจ้างงานรายเดือนของภาคธุรกิจนี้ในปีที่ผ่านมาอย่างมากที่ 12,000 ตำแหน่ง อีก 42,000 ตำแหน่งมาจากการศึกษาของรัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการฟื้นตัวกลับมาหลังจากลดลงในเดือนก่อนหน้า  เมื่อรวมกันแล้ว ทั้งสองกลุ่มนี้คิดเป็นมากกว่า 60% ของการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นในเดือนสิงหาคม  ภาคส่วนอื่น ๆ เปลี่ยนแปลงไม่มากนัก ภาคการผลิตเพิ่มขึ้น 16,000 ตำแหน่ง ภาคก่อสร้างเพิ่มขึ้น 22,000 ตำแหน่ง และภาคสาธารณสุขยังขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่การจ้างงานในภาคข้อมูลข่าวสารลดลง 23,000 ตำแหน่ง  การเติบโตของค่าจ้างยังอยู่ในระดับที่ไม่น่ากังวลมากนัก  ค่าจ้างเฉลี่ยต่อชั่วโมงเพิ่มขึ้น 0.3% เทียบกับเดือนก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 3.1% เทียบกับปีก่อนหน้า  ประเด็นนี้สำคัญ เพราะรายงานการจ้างงานที่แข็งแกร่งจะกลายเป็นเรื่องที่ Fed ต้องกังวลมากขึ้น หากมาพร้อมกับแรงกดดันด้านค่าจ้างที่เร่งตัวขึ้น  แต่รายงานเดือนสิงหาคมยังไม่พบแรงกดดันด้านค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นชัดเจน  ดังนั้น รายงานนี้จึงเปลี่ยนมุมมองต่อตลาดแรงงาน แต่ยังไม่ได้เปลี่ยนภาพทั้งหมด  รายงานดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงขาลงส่วนใหญ่ที่เกิดจากตัวเลขเดือนกรกฎาคมที่อ่อนแอ แต่สิ่งที่รายงานนี้ ยังไม่ได้พิสูจน์คือการจ้างงานได้เข้าสู่ช่วงเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วรอบใหม่แล้ว  ตลาดแรงงานสหรัฐยังดูแข็งแกร่งและรับแรงกดดันได้ดี  แต่ยังไม่ได้ร้อนแรงเกินไปในตอนนี้  […]

article-thumbnail

2025-02-21 | บทวิเคราะห์ตลาด

ดอจคอยน์ของอีลอน มัสก์เซฟ 1 แสนล้าน: จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้หรือไม่ 

DOGE ซึ่งนำโดยอีลอน มัสก์ รายงานว่าช่วยประหยัดเงินให้กับรัฐบาลสหรัฐได้ถึง 1 แสนล้านดอลลาร์ โดยสามารถลดหนี้ ควบคุมเงินเฟ้อและปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจได้หรือไม่มาดูกัน